ReadyPlanet.com
dot dot
จำนวนผู้ชมเว็บไซต์
ยังไม่มีสมาชิกที่ล็อกอินในขณะนี้
bulletบุคคลทั่วไป 7 คน
dot
dot
เกี่ยวกับองค์เทพ
dot
dot
เกี่ยวกับธุรกิจเครือข่าย
dot
dot
อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ
dot
dot
หมวดสินค้า/บริการ
dot
dot
รวมลิงค์เว็บเพื่อนบ้าน
dot
dot
ตรวจล็อตเตอร์รี่
dot
dot
มิตรภาพสำหรับเพื่อน
dot
dot
ความรู้ทั่วไป
dot


ฮอรโมนเร่งดอกเห็ดโทร.0819883799
ขายมีดกรีดยางตรานกเงือก โทร.0877755918
แผ่นซ่อมมุ้งลวดสำเร็จรูปโทร.0896015286
ตัวแทนขายปุ๋ยแค็ปซูลนาโน


อยากรู้เรื่องคนมีองค์

                            

 วัตถุประสงค์ของเว็บไซต์
 ๑.ร้านค้าเกษตรออนไลน์มีวัตถุประสงค์ประกอบอาชีพโดยสุจริตจำหน่ายสินค้าและจัดส่งสินค้าถึงผู้รับสินค้าแบบตรงไปตรงมาด้วยความซื่อสัตย์สุจริต สามารถเลือกสั่งซื้อสินค้าแบบโอนเงินหรือส่งสินค้าเก็บเงินปลายทาง กรุณาเลือกระบบการรับสินค้าให้ชัดเจน หากไม่มีความประสงค์สั่งซื้อกรุณาอย่าแจ้งการจัดส่งสินค้าเพราะหากเกิดความเสียหาย ทางเวบไซต์เกษตรออนไลน์ถือว่าท่านไมเป็นผู้ประสงค์ดี
๒.สินค้าทางการเกษตรทุกชนิดเสนอเพื่อให้เกษตรกรคนไทยใช้แนวทางเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน (การทำเกษตรโดยการบำรุงดินและปลอดสารพิษ)วิธีทำการเกษตรแบบเพิ่มผลผลิตที่ลดต้นทุน ใช้ปุ๋ยอินทรีย์บำรุงดิน, ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ทดแทนการใส่ปุ๋ยเคมี-เป็นศูนย์ทดสอบปุ๋ยนาโน-สารอินทรีย์และจุลินทรีย์ทุกชนิด

ความสงสัยเป็นเหตุให้ฉันต้องค้นหาว่าสิ่งที่กำลังประสบอยู่คืออะไรกันแน่?

"ก่อนจะมาเป็นแบบนี้   ดิฉันมีความรู้สึกแปลก ๆ  เหมือนมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากดทับอยู่บริเวณบ่าและท้ายทอยด์ด้านหลัง   ปวดหัวอยู่บ่อยครั้ง  ทั้ง  ๆ ที่แพทย์ได้ตรวจสุขภาพแล้วก็แข็งแรงดี  แต่ในบางขณะมีความรู้สึกเหมือนฝันความรู้สึกเคริ้มจิตใจว้าวุ่นขาดสมาธิ    และ เมื่อหลับตาลงยังไม่ทันได้หลับก็เหมือนมีลำแสงผ่านไปมาในความรู้สึก     บางครั้งได้แสดงการเคลื่อนไหวที่เป็นลักษณะแปลก ๆ โดยไม่รู้ตัวปกติเป็นคนตกใจง่าย  จึงบังเกิดให้มีความสงสัยตนเองได้เดินทางไปทำบุญบวชชีพราห์ม  ถือศีลภาวนา   และบำเพ็ญประโยชน์ให้กับวัดสายบุญ ที่วัดขุนสงฆ์จังหวัดสิงห์บุรี    จึงมีโอกาสทำจิตให้ว่างนั่งสมาธิ โดยการแนะนำของ พระอาจารย์มนตรีหลังจากนั้นจึงได้รับรู้  จึงได้ไปทำพิธีรับขันธ์ 5  และขันธ์ 9 เพื่ออัญเชิญองค์เทพ 
 
คำตอบนี้ก็มีผู้แบ่งปันให้ฉันได้ทราบจริงๆ สักที จึงต้องค้นหาด้วยตนเอง
เทวดาประจำตัว เทพพรหม องค์ใน ญาณบารมี คนทรงเจ้า คนมีองค์ คืออะไรกันแน่มนุษย์เกิดมาหลายชาติภพ และเมื่อได้มาเกิดเป็นคนแล้ว จะมี “เทวดาประจำตัว” เพื่อคอยดูแล และเทวดาประจำตัวเหล่านี้ จะมีจำนวนมากกว่ามนุษย์ (เพราะมนุษย์เกิดได้ยาก จึงมีจำนวนน้อย) เทวดาประจำตัวจึงต้องมีเวรผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาบำเพ็ญบุญบารมี โดยมีพระอินทร์ เป็นผู้จัดสรรที่สำคัญที่สุดให้เทวดาในชั้นดาวดึงส์
(สวรรค์ชั้นที่สอง) ซึ่งเป็นบริวารของท่านลงมาทำกิจ ในขณะที่ท้าวจตุโลกบาล ซึ่งปกครองสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง ซึ่งอยู่ติดกับพื้นโลก จะไม่ได้รับผิดชอบเรื่องเทวดาประจำตัว เพราะท่านจะดูแลพื้นที่เขตต่างๆ ทั้งดินน้ำและอากาศของโลก ในรูปของการดูแลจัดการเจ้าที่ เจ้าทาง เจ้าป่า เจ้าเขาแทน ซึ่งเป็นการปกป้องคุ้มครองด้วยการอ้างอิงตามอาณาเขต ไม่เกี่ยวกับตัวบุคคล นับเป็นคนละกิจกัน เทวดาประจำตัว จะมาตั้งแต่ตอนจุติ เพราะต้องคอยระวังปกป้อง ไม่ให้เจ้ากรรมนายเวรรบกวนทำลาย จิตที่จุติฟักตัวในรูปตัวอ่อนในท้องแม่ เพราะง่ายต่อการตายมาก ถ้าเทวดาประจำตัวทำงานได้ดี การตายในท้อง แล้วจุติใหม่ซ้ำๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น จวบจนกระทั่งถึงวาระสิ้นอายุขัย เทวดาประจำตัวก็จะออกไป เปิดโอกาสให้ยมทูตหรือเทวทูตมารับตัวแทน ซึ่งจะเป็นเทวดาอีกชุดหนึ่ง คนละชุดงานกัน ลงมาทำหน้าที่รับช่วงต่อจากนี้ไป
เมื่อมนุษย์เกิดมา พระอินทร์จะจัดเวรเทวดาชั้นดาวดึงส์ มาดูแลเรา เช่น ที่เรียกว่า แม่ซื้อ ฯลฯ โดยนำเทวดาที่มีกรรมเกี่ยวข้องกับเรามาดูแลเรา จะไม่สะเปะสะปะสับสน ไม่สุ่มมั่วซั่ว เพราะการที่คนที่ไม่มีบุญกรรมต่อกัน มาสร้างบุญกรรมกันระหว่างชาติภพนี้ จะก่อให้เกิดกรรมใหม่ๆ ที่ต้องไปชดใช้กันยุ่งเหยิงมากขึ้น ส่งผลให้การบรรลุธรรมนั้น ต้องมีชาติภพยืดยาวออกไป เพราะต้องใช้ชดใช้เวรกรรมกันให้หมดนั่นเอง ดังนั้น เทวดาประจำตัวเราจึงมาจากคนที่เคยช่วยเหลือจุนเจือ มีบุญสัมพันธ์กับเรามาทั้งสิ้น ตามแต่วาระที่พระอินทร์จะจัดสรรลงมา ได้แก่ พ่อแม่ปูย่าตายายของเราที่ตายไปแล้วจุติบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทั้งหลายนั่น เอง ทั้งนี้ โปรดเข้าใจว่าเทวดาชั้นยามา จะไม่มาทำกิจนี้มากนัก เพราะส่วนใหญ่จะปฏิบัติธรรมภาวนากันมาก ไม่ค่อยยุ่งกันเรื่องทางโลกเหมือนเทวดาชั้นที่สอง ส่วนเทวดาชั้นที่สี่สูงขึ้นไป คือ ดุสิต ก็จะไม่มาทำกิจเล็กๆ น้อยๆ นัก การที่ลงมาดูแลคนเป็นคนๆ จึงไม่ควรเป็นกิจของพระโพธิสัตว์แห่งดุสิตสวรรค์ เพราะท่านจะรับกิจภาพกว้างมากกว่านั้น เอื้อต่อสรรพสัตว์จำนวนมาก คราวละมากๆ มากกว่านั้น ในขณะที่ชั้นสูงบกว่าดุสิตขึ้นไป จะไม่สนใจมาช่วยเหลือมนุษย์นัก อันได้แก่ ชั้นนิมารดี และ ปรนิมมิตวสวัตตี ทั้งสองชั้นนี้ เป็นชั้นของมาร ที่มีแต่เห็นแก่ตัวเป็นสำคัญ 
ดังนั้น ทุกคนจึงมีเทวดาดูแลประจำอยู่แล้วทั้งสิ้น แต่จะไม่เรียกว่ามีองค์ใน; บุคคลที่จะถูกเรียกว่ามีองค์หรือมีเทพชั้นสูงๆ มาดูแล ก็ต่อเมื่อเขาถึงวาระแห่งการบำเพ็ญเพียรภาวนาแล้ว เบื้องบนก็จะส่งเทพพรหมที่มีฤทธิ์มาก แตกต่างกันลงมาคุ้มครองดูแล และทำกิจมากกว่าเทวดาประจำตัว เพราะมีอิทธิฤทธิ์ส่งผลต่อชีวิตของคนมีองค์ได้มาก และเทพพรหมเหล่านี้ จะมี “กิจเฉพาะ” ที่ได้รับจากเบื้องบนลงมากระทำต่อบุคคลนั้นๆ ดังนั้น จึงมีผลให้วิถีชีวิตต้องเปลี่ยนไปอย่างมากนั่นเอง นี่เป็นสาเหตุว่าทำไม จู่ๆ วิถีชีวิตเกิดเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายกระทันหันในระยะเวลาสั้นๆ และถูกทักว่า “มีองค์ใน” เทพ พรหม ฯลฯ ที่ลงมาทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับผู้คนนั้น มีกิจเฉพาะหลากหลายมาก ดังที่ได้เกริ่นมาว่าแต่ละองค์มีฤทธิ์และกิจเฉพาะที่รับมาจากเบื้องบนต่าง กันไป ในบรรดาเทพพรหมที่ลงมาทำกิจเหล่านี้ สามารถจำแนกได้ออกเป็นสามกลุ่ม คือ ๑) กลุ่มสมณเทพ คือ กลุ่มที่มีเทพสองประเภทลงคุ้มครองดูแลหรือทำกิจ ได้แก่ กลุ่มพระสมณะ (เทพที่มีลักษณะเป็นพระตัดกามไร้เพศบำเพ็ญภาวนาทางพุทธะ) และกลุ่มเทพพรหม หรือเทพที่มีฤทธิ์ต่างๆ แต่ไม่ได้ละเพศ ยังมีกามกิเลสตามปกติ กลุ่มคนที่จัดว่ามีองค์ในแบบ “สมณเทพ” นี้ จะถือว่ามีทั้งสองแบบ
จึงสามารถล่วงรู้ด้วยญาณของตนได้ว่า ผู้ใดมีองค์ในแบบเทพพรหม และผู้ใดมีองค์ในแบบสมณะดูแลอยู่ สามารถบริหารจัดการคนที่มีองค์ได้ทั้งสองแบบ ซึ่งกลุ่มนี้มีจำนวนน้อย และมีแนวทางในการบำเพ็ญภาวนาที่แตกต่างกัน ๒) กลุ่มพระสมณะ คือ กลุ่มที่มีเทพประเภทพระสงฆ์ ผู้ตัดกาม ละเพศ บำเพ็ญภาวนาจิตเพื่อพุทธะเพียงอย่างเดียวคอยดูแลคุ้มครองปกป้อง หรือสอนธรรม หรือเปลี่ยนวิถีชีวิตอยู่ กลุ่มนี้ หากได้รับการคุ้มครองก็จะพบปาฏิหาริย์ เช่น รอดตายหวุดหวิด หากได้รับการสอนธรรม ก็อาจได้เห็นนิมิตที่แฝงปริศนาธรรม หรือได้ยินเสียงทิพย์ หากกำลังถูกปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตก็จะถูกบีบเค้นอย่างหนักให้เข้าสู่ทางธรรม แต่ฝ่ายเดียว ไม่มีเส้นทางอื่นให้เลือกเลย สำหรับคนที่มีองค์ในแบบสมณะเหมือนกัน มักมองกันก็เข้าใจ คุยกันง่าย เข้าใจกันง่าย ในกลุ่มนี้ มักเป็นผู้นิยมเข้าวัดประจำๆ และนับถือพระมาก เช่น องค์ในเป็นหลวงปู่ทวด ๓) กลุ่มเทพพรหม คือ กลุ่มที่มีเทพประเภท มหาเทพฮินดู, พรหม, เทพจีน ฯลฯ ผู้ยังมีกาม มีเพศอยู่มาคอยดูแลคุ้มครองปกป้อง หรือช่วยการงาน หรือเปลี่ยนวิถีชีวิตอยู่ แต่ปกติ จะไม่มีหน้าที่สอนธรรมะ ยกเว้นบางองค์ที่มีปางอวตารเป็นโพธิสัตว์ เช่น องค์ศิวะ, องค์อุมา (บางปางก็คือพระกวนอิม) เป็นต้น หากมีองค์ที่มีปางอวตารแบบนี้ จะมีการสอนธรรมได้ แต่หากไม่มีก็จะไม่สามารถสอนธรรมได้ จะบำเพ็ญเพียรช่วยเหลือคนในด้านอื่นๆ เช่น ช่วยในมูลนิธิต่างๆ ส่วนใหญ่คนเหล่านี้ มักได้รับการช่วยเหลือแบบพิเศษจากเทพพรหมก่อน แต่หากไม่ทำความดีเลย สุดท้าย เทพพรหมจะถูกเรียกกลับ แล้วปล่อยทิ้งให้ร่างนั้น ถูกเจ้ากรรมนายเวรและภูตผีต่ำช้าอื่นๆ รุมทึ้งเอาแทน ดังนั้น หลายท่านจึงมักบอกว่าอย่าไปรับขันธ์ อย่าเป็นร่างทรง ด้วยเหตุนี้ แท้แล้วการรับขันธ์ไม่ใช่การเป็นร่างทรง ส่วนบุคคลที่เป็นร่างทรงนั้น คือ “อาชีพ” อุปมาเหมือนพระ ที่ไม่มีอาชีพ แต่หากทำตัวเรียกเก็บเงินค่าช่วยเหลือผู้อื่น ก็กลายเป็นอาชีพไป คนที่รับขันธ์ ไม่ควรเป็นร่างทรง แต่ควรบำเพ็ญบารมีช่วยเหลือคนไป โดยไม่สนใจเรื่องเงินและอาชีพ แล้วสุดท้ายจะดีเอง ๔) กลุ่มนอกรีต คือ กลุ่มสุดท้ายที่เข้ามาครอบงำจิตของคน หลังจากที่ร่างเปิดรับจิตวิญญาณอื่นแล้ว จะปิดได้ยาก หรือปิดเองไม่ได้ เมื่อหลงทะนงตนเย่อหยิ่ง มักจะถูกทอดทิ้งจากเทพพรหมองค์ก่อน เพราะพฤติกรรมที่ตกต่ำเป็นเหตุให้เทพชั้นสูงๆ ไม่สามารถมาช่วยได้ เมื่อท่าจากไป บรรดาเจ้ากรรมนาย เวร สัมภเวสี เปรต สัตว์นรก ฯลฯ ก็มาเข้าร่างแทน ซึ่งยังผลให้ชีวิตพบกับความวิบัติหายนะในที่สุด เหล่านี้ รวมเรียกว่า “จิตวิญญาณนอกรีต” เพราะไม่ได้อยู่ในการดูแลบริหารจัดการของเบื้องบน แต่เกิดจากการ “ลักลอบ” หนีจากนรก แล้วมาสิงสู่อาศัยร่วมกับคนเท่านั้นเอง ซึ่งบางท่านถึงกับต้องกลายเป็นปอบ คำว่า “ญาณบารมี” ก็เกิดจากการสัมผัส คนมีองค์ต่างๆ นี่เอง เพื่อดูว่าแต่ละท่านมีองค์ใดช่วยอยู่ ในที่นี้ของให้เข้าใจว่า องค์เทพใหญ่ๆ จะไม่ลงมาทั้งองค์ แต่จะแบ่งส่วนบารมีท่านลงมา เรียกว่า “ญาณบารมี” ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมจึงพบคนที่มีองค์เหมือนกันหลายคน เพราะเป็นการแบ่งญาณบารมีของเทพใหญ่ๆ มาช่วยคนพร้อมกันจำนวนมากๆ เท่านั้นเอง ในการบำเพ็ญให้จิตเป็นหนึ่งเดียวกับเทพเหล่านี้ ให้ระลึกเสมอว่าเราคือท่าน ท่านคือเรา จึงจะราบเรียบ ไม่เกิดการยื้อดึงของร่าง การสั่นของร่าง อย่างที่เราเห็น “คนทรง” เป็นกัน คนที่บำเพ็ญถูกต้องแบบพราหมณ์ฮินดู คือ เข้าใจว่าเราเหมือนอาตมัน เทพเหมือนปรมาตมัน ก็จะหลอมรวมทั้งสองเป็นหนึ่งเดียว ทำกิจได้เหมือนคนปกติ อย่างราบเรียบกลมกลืน ไม่กระตุก ไม่สั่น ไม่ใช่ร่างทรง และสามารถดึงความสามารถพิเศษที่องค์เทพนั้นๆ มีมาใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาตินั่นเอง อนึ่ง พึงเข้าใจว่า เราและจิตวิญญาณที่มาคุ้มครองเรานั้นคนละส่วนกัน แต่จิตวิญญาณที่มาคุ้มครองเรานั้น มักพูดเสมอว่า เราคือท่าน และท่านคือเรา เพื่อให้เราหลอมรวมแนบสนิทเป็นหนึ่งเดียวกับองค์ท่าน และท่านจะทำกิจได้ง่าย ไม่ขัดขืน ไม่ลังเล หรือยื้อกันไปมาระหว่างจิตสองดวง ดังนั้น หลักการบำเพ็ญของพราหมณ์ฮินดูจึงมักพูดถึงการหลอมรวมระหว่างอาตมัน และปรมาตมันด้วยเหตุนี้ เพื่อเปิดทางให้เทพเบื้องบนทำงานกับเราได้สะดวกนั่นเอง และเราก็จะดึงพลังของเทพที่ท่านมีอยู่ ที่เบื้องบนประทานมาให้นี้ นำมาใช้ในการดำเนินชีวิต ประกอบกิจการงานต่างๆ ได้อย่างง่ายดายมากขึ้น แต่ทว่า ต้องไม่หลงตัวเอง ไม่หลงลืมไปว่า เราก็ส่วนหนึ่ง คือ อาตมัน และเทพก็ส่วนหนึ่ง คือ ปรมาตมัน (ปรมาตมัน หมายถึง เทพมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นจิตวิญญาณไหนก็ตาม เพราะรับคำสั่งเดียวกันมาจากเบื้องบน แม้จะทำกิจต่างกัน รูปนามต่างกัน) ซึ่ง คนส่วนใหญ่ที่มีอัตตา ตัวกูของกู มากแล้ว มักพบกับความวิบัติภายหลัง เพราะนิยมยึดถือว่าตนเองเป็นเทพยิ่งใหญ่มีฤทธิ์มากอยู่คนเดียว ผู้อื่นไม่ใช่ ผู้อื่นเป็นตัวปลอมผิดไปหมด (ทั้งๆ ที่เทพท่านแบ่งญาณบารมีได้ จึงโปรดช่วยคนได้หลายคนพร้อมกัน) สิ่งนี้ต้องระวังให้มาก เมื่อใดก็ตามหลอมรวมจิตคิดว่าเป็นหนึ่งเดียวแล้ว ต้องไม่ยึดเป็นอัตตา ญาณ บารมี มากหรือน้อย เทพจะองค์ใหญ่องค์น้อยนั้นไม่สำคัญเท่ากับการบำเพ็ญของเรา ยกตัวอย่างเช่น พระนารายมาช่วยคนๆ หนึ่ง ท่านเป็นเทพใหญ่มาก แต่หากบำเพ็ญด้อยแล้ว ตัวเองก็จะแย่ ไปสู้กับคุณไสย ก็ถูกคุณไสยเข้าตัวเสียอย่างนั้น สุดท้ายไม่ได้เป็นผลดีเลย ในขณะที่คนอีกคนหนึ่ง มีองค์พิฆเนศ ซึ่งเป็นมหาเทพระดับลูกของพระมหาเทพทั้งสาม (นับว่าอิทธิฤทธิ์รองลงมา) แต่ผู้นั้นคิดสร้างสรรค์งานเพื่อพุทธศาสนา แล้วด้วยบารมีแห่งองค์เทพพิฆเนศ เป็นองค์เทพแห่งความสำเร็จ ท่านลองไตร่ตรองดูเถิดว่าคนประเภทที่สองที่ได้รับองค์พิฆเนศซึ่งรองจากมหา เทพทั้งสามนี้ อิทธิฤทธิ์แม้น้อยกว่าองค์นารายนี้ กลับได้บุญบารมีมากกว่า เพราะช่วยงานพุทธศาสนาจนสำเร็จ ในขณะที่คนแรก ไปต่อสู้กับมนต์ดำ จนตัวเองต้องถลำเข้าไปสู่วังวนการต่อสู้ทางจิต แทบไม่ได้บุญอะไรเลยในบางครั้ง เพราะเอาแต่ปะลองฤทธิ์กัน เช่นนี้ จึงกล่าวได้ว่า เทพองค์ใหญ่หรือเล็กนั้นไม่สำคัญ สำคัญที่ตัวเราทำอะไร หากมีองค์เทพอยู่ด้วย ขอให้ดึงพลังของท่านมาใช้ ให้เกิดประโยชน์สุขให้มากที่สุด ไม่ใช่ใช้ไปนอกลู่นอกทาง ซึ่งยังผลให้บั้นปลายสุดท้าย ต้องรับกรรมอย่างหนักหนาสาหัส ไม่เป็นผลดีต่อตนเองเลย การ ดึงญาณบารมีลงมาประทับ และการดึงญาณบารมีกลับ ในบางครั้ง จำเป็นต้องทำ เพื่อปรับให้การบำเพ็ญสมดุลไม่มากไม่น้อยเกินไป ยกตัวอย่างเช่น บางท่านมีญาณบารมีแบบสมณเทพ คือ มีทั้งพระสมณะและเทพพรหม หากมีเทพพรหมมากช่วงไหน ก็บำเพ็ญบารมีมาก หากมีพระมากช่วงไหนก็ปฏิบัติจิตมาก บางครั้ง จำต้องปรับญาณบารมีให้ตัวเอง เช่น การไปวัด ทำบุญ สัมผัสพระธาตุ ไหว้พระธาตุ เหล่านี้ทำให้ญาณบารมีฝ่ายสมณะเพิ่มขึ้น (หากต้องการ) หรือ การไปทำพิธีพราหมณ์ ไหว้องค์เทพ ทำให้ญาณบารมีองค์เทพมากขึ้น (หากต้องการ) บางท่านมีพลังจิตพิเศษสามารถติดต่อสื่อสารกับเบื้องบนได้ และอัญเชิญญาณบารมีองค์เทพต่างๆ ลงมาประทับคุ้มครองผู้คนได้ และบางท่านก็สามารถดึงญาณบารมีขององค์เทพกลับได้ หากพบว่ามากเกินไป หลงเกินไป หรือเดินทางผิดพลาด ก็สามารถดึงญาณบารมีเก็บกลับได้เช่นกัน ซึ่งบุคคลผู้ที่ทำหน้าที่เหล่านี้ได้แท้จริง มีจำนวนน้อย และมักถูกมองหาว่าบ้า เพราะทำหน้าที่ในกิจที่ตาเนื้อมองไม่เห็น ที่เรียกว่า “อนุตรธรรม” ซึ่งจะมีเรื่องของการเปิดจิตญาณต่างๆ นั่นเอง
 ปฐมเหตุของการเกิดร่างทรงองค์เทพ 
ปฐมเหตุของการเกิดร่างทรงองค์เทพกล่าวกันว่าเมื่อครั้งพุทธกาล ก่อนที่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนชีพอยู่ พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพุทธบริษัททั้งหลายว่า พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมีอายุ 5,000 ปี แต่ของพระองค์นั้นต้องการจะให้พระศาสนามีอายุเพียง 2,500 ปี เท่านั้น” เหล่าพญาครุฑ คนธรรพ์ นาคราช ท้าวกุเวร กินนร กินนรี และภูติผีปีศาจ จึงกราบทูลขอดูแลอายุพระศาสนาเท่าที่เหลือ 1,250 ปี ให้พวกเขาได้ดูแลรักษา จนกว่าพระศาสนาจะค่อย ๆ เรียวเล็กลงไป ยุคนั้นมนุษย์จะมีร่างกายเล็กลงไปตามลำดับ ถึงกับต้องปีนบันไดสอยลูกมะเขือ หรือเก็บเม็ดพริก พระสงฆ์สาวกก็จะร่อยหรอแทบว่าจะไม่มีเหลือ จะเหลือเพียง ผ้าเหลืองผืนน้อย ๆ ห้อยอยู่ที่หู เพื่อให้เป็นที่สังเกตุว่าเป็นพระสงฆ์เท่านั้น พระศาสนาก็จะเสื่อมถอยลงไปจนหมดพอดี 5,000 ปี ตามพุทธฎีกาที่กำหนดไว้
มื่อถึงกึ่งพุทธกาล 2,500 ปี เป็นต้นมา จึงเป็นหน้าที่ของเทพพรหมเทวาทั้งหลายที่จะมาทำหน้าที่อุปถัมภ์ค้ำชูทนุบำรุงสืบพระศาสนาขององค์สมณโคดม ตามที่ได้ทูลขอกับพุทธองค์ไว้ จึงเป็นเหตุในเกิดมีร่างทรงองค์เทพมากมายในปัจจุบัน 
อนึ่ง องค์เทพเป็นเพียงอากาศธาตุเท่านั้น จึงจำเป็นต้องอาศัยสังขารของมนุษย์ที่มีธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ โดยการมาแฝงบังคับร่าง เพื่ออาศัยติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ได้ นำพาพุทธบริษัทบริจาคทานสร้างวัดวาอารามต่าง ๆ โดยอาศัยการช่วยเหลือบำบัดทุกข์ร้อน รักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับมนุษย์ และบอกบุญกับสานุศิษย์ผู้ศรัทธาได้ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลในโอกาสต่าง ๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อการสืบพระศาสนาเป็นสำคัญ
การที่องค์เทพจะมาเกี่ยวข้องกับมนุษย์นั้นก็ด้วยเหตุ 2 ประการ คือ 
1. ญาณจุติ หมายถึงภาระหน้าที่ในการเกิดเป็นมนุษย์ตามวาระ และเป็นส่วนหนึ่งของเทพที่ลงมาจุติ 
2. ญาณแฝง หมายถึง องค์เทพในระดับต่าง ๆ ที่ยังไม่ถึงวาระการเกิดเป็นมนุษย์ แต่มีความเลื่อมใส ปรารถนาจะช่วยส่งเสริมและมีส่วนร่วมในการสืบพระศาสนา ความสัมพันธ์ในอดีตกับองค์เทพ คือให้การอารักขาผู้ที่ได้มาจุติเป็นมนุษย์ เพราะเคยเกี่ยวสัมพันธ์กันมาแต่ชาติปางก่อน เมื่อร่างนี้ได้ทำบุญและแผ่เมตตาให้ ก็จะได้ร่วมอนุโมทนาบุญด้วยกัน ขณะเดียวกันก็จะคอยปกป้องคุ้มครอง ช่วยเหลือการทำมาหากิน ดลจิตดลใจ หรือเกิดเป็นลางสังหรณ์ในเรื่องราวต่าง ๆ จะพาสร้างบารมีทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา บางครั้งเวลาสวดมนต์นั่งกรรมฐานองค์เทพท่านจะพาสวดมนต์เป็นภาษาเบื้องบน หรือภาษาเทพไปเลยก็มี ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้แก่
     1. เคยมีบุญคุณกันมาก่อนที่จะลงมาจุติเป็นมนุษย์ หรือ ในอดีตชาติ
     2. เคยติดหนี้บุญคุณกันมาก่อนที่จะลงมาจุติเป็นมนุษย์ หรือ ในอดีตชาติ
     3. เคยเป็นบุตรหลานหรือบริวารกันมา
     4. เกิดจาการสวดมนต์อ้อนวอนขอบารมีจากเทพเป็นประจำ จึงลงมาช่วย
รับองค์เทพเพื่ออะไร 
        มนุษย์เราเกิดมาจะมีองค์บารมีคุ้มครองสังขาร มีจิตญาณเดิมกันทุกคนบุคคลใดเชิญองค์บารมีของตนเองมาประทับร่าง หรือเรียกว่า " การเปิดจิตญาณรับองค์" เปิดแล้วได้อะไร 
     1 . ทำให้รู้ว่า เทพประจำสังขารเราเป็นใคร เมื่อรู้จะได้ส่งบุญสร้างกุศลได้ถูกต้อง 
     2. ทำให้รู้ว่า มีเจ้ากรรมนายเวรมากน้อยแค่ไหน เจรจาต่อรองกันได้หรือไม่
     3. ทำให้รู้ว่าบรรพบุรุษ ของบางท่าน เป็นวิญญาณที่อด ๆ อยาก ๆ เพราะไม่ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลหรือไม่
     4. ทำให้รู้ว่ามีวิญญาณที่มาเกาะหรือแฝงอยู่ในตัวหรือไม่ เป็นสัมภเวสีหรือไม่ เมื่อเปิดจิตญาณแล้ว จะทำให้เรารู้ว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรต่อองค์เทพ และองค์เทพจะดลบันดาลให้เจ้าของสังขารประสบความสำเร็จในชีวิต หากมีวิบากกรรม จากเจ้ากรรมนายเวร ก็จะร่วมกันแก้ไขหาหนทางหลุดพ้น
พลังบุญบารมี...แก้กรรม & ลักษณะของชั้นเทพ
ลักษณะของจิตวิญญาณในระดับต่าง ๆ ที่ลงมาประทับทรงหรือเข้าทรงมนุษย์นั้น หากเรารู้จักสังเกตให้ดี ก็พอจะแยกได้ว่า เป็นเทพหรือเป็นผี โดยอาศัยหลักพิจารณาโดยสังเขปดังนี้ 
     1. ประทับทรงจากส่วนล่าง จิตวิญญาณใดที่ประทับทรงจากปลายเท้าขึ้นมา มักจะเป็นพวกสัมภเวสี หรือ วิญญาณมนุษย์ที่ตายไปแล้ว 
     2. ประทับทรงจากด้านหลัง จิตวิญญาณใดประทับทรงจากด้านหลัง มักจะเป็นวิญญาณทั่วไปที่มีฤทธิ์อำนาจ ซึ่งมักจะเรียกขานกันว่า เจ้าพ่อ เจ้าแม่ เจ้าปู่ ฯลฯ
     3. ประทับทรงจากด้านหน้า จิตวิญญาณใดที่ประทับทรงจากด้านหน้า มักจะเป็นวิญญาณของมนุษย์ที่ไปเกิดเป็น เทวดาชั้นจาตุมฯ ที่อยู่ใกล้ชิดมนุษย์
     4. ประทับทรงจากทางบ่า จิตวิญญาณใดที่ประทับทรงจากทางบ่า มักจะเป็นเทพหรือดาบสที่มีฤทธิ์ ในระดับกลาง ๆ
     5. ประทับทรงจากกลางกระหม่อม จิตวิญญาณใดที่ประทับทรงจากส่วนศีรษะหรือกระหม่อม มักจะเป็นเทพในระดับสูง

     **เหตุใดมนุษย์ถึงต้องมีองค์ 
     **มีองค์แล้วได้อะไร ?
     **ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร ? 
     **คำแนะนำ   
ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ จะมีองค์หรือไม่ก็ตาม ถ้าท่านหมั่นสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ แผ่เมตตาถึงครูบาอาจารย์ องค์เทพเทวาที่คุ้มครองรักษาตนเอง ก็น่าจะเพียงพอ เพราะการที่เทพมาอยู่กับเราก็ด้วยเหตุที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น คือปรารถนาจะได้ร่วมสร้างบารมี และช่วยเหลือผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกันมาก่อน พาร่างสร้างบารมีทำบุญไหว้พระ สร้างแต่กรรมดีชอบช่วยเหลือผู้อื่นถ้าเราทำได้ดังนี้ก็ไม่มีความ
จำเป็นอะไรที่ต้องไปรับขันธ์ เทพเป็นผู้ที่มีจิตเมตตา ประกอบด้วย หิริโอตตัปปะ คือความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ย่อมไม่สร้างปัญหาใด ๆ ให้กับร่างที่จะมาอยู่ด้วย เพราะท่านกลัวบาป การที่จะทำให้เจ็บป่วยหนักหนาแสนสาหัส หรือลงโทษอะไรหนักหนาคงไม่มี นอกจากช่วยเหลือเท่านั้น แต่ที่มันเจ็บป่วยหรือมีปัญหาในหน้าที่การงาน การเงิน จนล้มละลาย มันเป็นเรื่องของวิบากกรรมที่ใครจะเข้าไปแก้ไขได้ นอกจากช่วยประคับประคองหรือดลจิตดลใจให้ไปหาผู้ที่สามารถแก้ไขวิบากกรรมส่วนนี้ได้
 
ขอขอบพระคุณทุกข้อมูล ทุกเว็บไซต์ที่ให้ความรู้ เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพระพิฆเนศวร์  ขออำนาจแห่งมหาเทพพระพิฆเนศวร์ ผู้ประทานความสำเร็จและขจัดอุปสรรคทั้งมวลจงบังเกิดกับท่านด้วยเทอญ   "โอม ศรี คเนศายะ นะ มา ฮา "
 

 
 
 ทอร์โบไรซ์ เอ็กซ์แฟคเตอร์ YIC แค็ปซูลนาโน YIC นาโนพลัส
 

ศูนย์จำหน่ายสินค้าอาหารเสริมพืชนาโนออนไลน์
จัดส่งสินค้าถึงผู้สั่งซื้อระบบโอนเงิน หรือเก็บพกง.
รับประกันความพอใจสำหรับผู้ร่วมทำธุรกิจ
ต้องการมีรายได้ซื้อสินค้าแบบสมัครสมาชิก
จัดมอบลูกค้าให้ในพื้นจังหวัดเดียวกัน

เรือเอก สมพงษ์ การัณยศิลป์ โทร.081-9883799
email:  sompong.k1962@gmail.com

คลิปวีดีโอการใช้ปุ๋ยแค็ปซูลนาโน
มันสำปะหลัง    นาข้าว YIC  ผักชี ผักคื่นฉ่าย  มะนาวออกดอก เห็ดนาโนYIC 
นาข้าวใช้ปุ๋ยYIC แก้นาข้าวที่ป่วย   ดอกเบญจมาศ ดอกมะลิ-กุหลาบ YICแพ็คเกจใหม่
 
ปุ่ย-ข้าวอยุธยา ปุ๋ย-ผักไฮโดรฯ ปุ๋ย-มะระจีน ปุ๋ย-ข้าวโพด  ปุ๋ย-ไร่อ้อย


ความต้องการ : สอบถามข้อมูล
สั่งซื้อ
เป็นตัวแทนจำหน่าย
ชื่อ-นามสกุล :  *
เบอร์โทรศัพท์ :  *
จังหวัด :  *
ทีอยู่จัดส่ง(กรณีสั่งซื้อ) :
email (ถ้ามี) :
รหัสป้องกันสแปม CAPTCHA Image



 *






ร้านค้าผลิตภัณฑ์เกษตรออนไลน์ -เว็บไซต์-www.phikanes.com -จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์-ปุ๋ยนาโน ปุ๋ยแคปซูลนาโน,ปุ๋ยวายไอซีแค็ปซูลนาโน และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรนาโน-อาหารเสริมน้ำมันรำข้าว-รับสมัครตัวแทนจำหน่ายร้านค้าทุกจังหวัด จัดจำหน่ายแบบจัดส่งไปรษณีย์ทั่วประเทศ

Dimond Cream lอาหารเสริมตะวัน lตัวแทนขาย ปุ๋ย แคปซูล นาโน จังหวัด l กรุงเทพมหานคร l กระบี่ l กาญจนบุรี l กาฬสินธุ์ l กำแพงเพชร l ขอนแก่น l จันทบุรี l ฉะเชิงเทรา l ชลบุรี l ชัยนาท l ชัยภูมิ l ชุมพร l เชียงราย l เชียงใหม่ l ตราด l ตรัง l ตาก l นครนายก l นครปฐม l นครพนม l นครราชสีมา l นครศรีธรรมราช l นครสวรรค์ l นนทบุรี l นราธิวาส l น่าน l บุรีรัมย์ l ปทุมธานี l ประจวบคีรีขันธ์ l ปราจีนบุรี l ปัตตานี l พระนครศรีอยุธยา l พะเยา l พิจิตร l พิษณุโลก l เพชรบูรณ์ l เพชรบุรี l แพร่ l พังงา l พัทลุง l ภูเก็ต l มุกดาหาร l มหาสารคาม l แม่ฮ่องสอน l ยะลา l ยโสธร l ร้อยเอ็ด l ระนอง l ระยอง l ราชบุรี l ลพบุรี l ลำปาง l ลำพูน l เลย l ศรีสะเกษ l สกลนคร l สงขลา l สตูล l สมุทรสาคร l สมุทรสงคราม l สมุทรปราการ l สระแก้ว l สระบุรี l สิงห์บุรี l สุโขทัย l สุพรรณบุรี l สุราษฏร์ธานี l สุรินทร์ l บึงกาฬ l หนองบัวลำภู l อ่างทอง l อุบลราชธานี l อุทัยธานี l อุดรธานี l อุตรดิตถ์ l อำนาจเจริญ l ประเทศลาว l ประเทศเวียดนาม l ประเทศกำพูชา l ประเทศมาเลเซีย l ประเทศพม่า

คำค้นหา:คนขายปุ๋ย:คนขายปุ๋ยเก่งที่สุด:ขายปุ๋ยเก่งที่สุดในประเทศไทย:ขายปุ๋ยเก่งที่สุดในโลก:คนเลี้ยงเห็ด:คนขายเห็ด

                             

                             

                             

ค้นหาอะไรก็เจอ: ต้องการหาอะไรจาก Google !

Loading